กำลังเปิดหนังสือ
แล้งหนักจนต้องเดินเท้าสามพันลี้ กู้จิ่นวัยแปดขวบที่มีวิญญาณผู้ใหญ่และฝีมือมวยปาจี๋ ต้องพาแม่ท้องแก่กับน้องห้าขวบฝ่าห่าธนู ศึกสงคราม และความหิวโหย ทำไร่ เดินคุ้มภัย เปิดโรงฝึก เพื่อให้ทั้งบ้านรอด!
“แม่ ดื่มให้อิ่ม แล้วค่อยด่าต่อ”
ปีที่สี่แห่งรัชศกจิ่ง เจี้ยนโจวไม่มีฝนตกมาตั้งแต่ไหว้พระจันทร์ปีก่อน ชาวหมู่บ้านซ่างหยางต้องขึ้นเขาไปแย่งน้ำจากตาน้ำเล็กๆ แห่งเดียว กู้จิ่นวัยแปดขวบตื่นมาเพราะความกระหาย นางไม่ใช่เด็กธรรมดา ชาติก่อนนางเป็นผู้หญิงยุคปัจจุบันวัยยี่สิบแปด ผู้สืบทอดมวยปาจี๋ที่ฝึกมาตั้งแต่สามขวบ แต่ชาตินี้เกิดในบ้านชาวนาที่พ่อโดดน้ำตายเพราะสอบไม่ผ่าน พี่ชายฝาแฝดจมน้ำตามไป แม่ถูกตราหน้าว่ากาลกิณีฆ่าสามีฆ่าลูก จนปู่ย่าไล่สามแม่ลูกออกจากบ้าน
เมื่อราชสำนักสั่งให้ผู้ประสบภัยเดินไปขออาหารที่หลานโจวซึ่งไกลถึงสามพันลี้ กู้จิ่นจึงต้องพาแม่ที่ท้องห้าเดือนกับน้องสาววัยห้าขวบเดินท้ายขบวนผู้อพยพนับหมื่น ข้างตัวมีแค่ไม้แหลมที่เหลาเองกับความรู้จากชาติก่อน นางขุดรูหนูหาเมล็ดพืช แกะตอไม้ผุหาหนอนเป็นโปรตีน และเมื่อมีคนย่องมาขโมยน้องสาวไปขายกลางดึก เด็กแปดขวบคนนี้ก็ลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรก
เส้นทางสามพันลี้ไม่มีความปรานี หน้าประตูเมืองจี้โจว ทหารยิงห่าธนูใส่ผู้อพยพที่ขอผ่านทาง ระหว่างทางนางเห็นคนแลกลูกกันกินด้วยตาตัวเอง โชคดีที่ตา ยาย และน้าชายสองคนออกมาตามหา ครอบครัวเล็กๆ ที่คนทั้งหมู่บ้านรังเกียจจึงได้รวมตัวกัน และค่อยๆ ยอมรับว่าเด็กหญิงที่อ่านหนังสือออกตั้งแต่สองขวบคนนี้ คือคนที่คิดแทนทั้งบ้าน
แต่การไปถึงหลานโจวไม่ใช่ตอนจบ ผีต่างแดนผมฟ้าตาเขียวบุกข้ามชายแดน อากาศหนาวผิดปกติทำให้หิมะถล่มเมือง โรคระบาดและจลาจลตามมาไม่หยุด กู้จิ่นต้องพาครอบครัวย้ายหนีครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไร่ในหุบเขา กักตุนเสบียง เดินคุ้มภัยหาเงิน และจับพลัดจับผลูรับเด็กขอทานเป็นศิษย์จนตั้งสำนักของตัวเอง
ยิ่งเดินทางไกล นางก็ยิ่งเห็นสิ่งผิดปกติ ด่านปล้นที่ไม่เหมือนโจร แผนที่ที่ซ่อนทางรอดไว้เพียงเส้นเดียว และฮ่องเต้ที่ใครๆ ก็ด่าว่าทรราช ซึ่งดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่าภัยครั้งใหญ่กว่าภัยแล้งกำลังจะมาถึง เมื่อไปถึงเมืองหลวง กู้จิ่นจึงรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่มีไม่มาก และสิ่งที่ทุกตระกูลใหญ่แย่งชิงกัน คือสิทธิ์ที่จะได้มีชีวิตรอด
ครั้งนี้ นางไม่ได้แค่ต้องพาแม่กับน้องหนีภัยอีกแล้ว แต่ต้องพาทุกคนที่ติดตามนางมาไปให้ถึงที่ที่ยังมีพรุ่งนี้
เพราะเคยตายมาแล้วหนึ่งครั้ง กู้จิ่นจึงรู้ดีกว่าใครว่าตัวเองอยากมีชีวิตอยู่แค่ไหน