เสียงปะทะของดาบ มีด หอก และเวทมนตร์ที่อยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ ลิม่าที่เข้าปะทะกับกลุ่ม White Tinker ที่มีทั้งหมด 9 คน เป็นกองกำลังที่เขาต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ถึงแม้จำนวนจะมากก็ตามที แต่ก็ยังมีเซตาก้อนที่เป็นจอมเวทที่ช่วยเหลือเขาในยามจำเป็น
เซตาก้อนที่มองลิม่าที่สู้อยู่ตัวคนเดียวก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่ถ้าหลุดสมาธิไปแม้แต่นิดเดียวการปะทะกับคู่ต่อสู้ที่บินได้จริงๆ นั้นก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากเลย “อุ้ย! อยากจะไปช่วยเพื่อน แต่ทำได้แค่ป้องกันเหรอคะ? แบบนี้พลังเวทมนตร์คงหมดแน่เลยค่ะ” เสียงเยาะเย้ยราวกับจะปั่นหัวให้ไขว้เขว และหย่อนลูกไฟมาใส่ตัวของเซตาก้อนแต่เขายังป้องกันได้อยู่
“ขอโทษที คุณสุภาพสตรี แต่คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับผมหรอกครับ ไม่เช่นนั้นคุณคงคำนวณพลาดแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ป้องกันก็สามารถหลบการโจมตีคุณไว้ได้” เซตาก้อนตอบกลับไปเช่นนั้น แต่ว่าจะสามารถหลบและป้องกันได้นานแค่ไหนนั้นไม่มีใครรู้หากจะต้องใช้กลยุทธ์เช่นนี้
กลับกันลิม่าที่ยังคงปัดป้องการโจมตีเหล่าลูกน้องที่คอยจู่โจมกันอยู่ ถึงแม้จะทำให้ล้มไปได้หลายคนด้วยคมดาบของเขาก็ตามแต่ว่าปัญหาหลักจริงๆ ก็คือ “จงพุ่งทะลวง! หอกของข้า ด้วยนามของข้า GroudHog ทา โคปิย่า (Ťah kopija) ”
หลังจากพูดจบหอกยาวของกราวด์ฮอกก็ได้เปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาแล้วหมุนตัวเป็นเกลียวคลื่นและพุ่งเข้ามาหาตัวของลิม่าอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าสิงโตภูเขาก็รู้สึกตัวเร็วเช่นกันจึงหลบด้วยการเบี่ยงตัวหลบได้ทันทีแต่ถึงอย่างนั้นถ้าโดนจังๆ ละก็คงเป็นแบบผนังถ้ำที่หอกนั้นพุ่งไปเสียบแน่นอน
“เฮ้ย ยอมแพ้ดีกว่ามั้ง เดี๋ยวท้องจะเป็นรูเอานะเว้ย” หลังจากที่ดึงหอกออกมาแล้วก็เหมือนจะเตรียมตั้งท่าเพื่อจะพุ่งเข้ามาหาอีก ลิม่าจึงคิดว่าหากเข้าไปโจมตีระหว่างนั้นคงจะไม่สามารถใช้งานสกิลได้แล้ว แต่คงคิดง่ายไปเพราะในตอนนี้ลูกน้องของกราวด์ฮอกก็เริ่มรุมล้อมตัวของลิม่าเพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งกับการชาร์จโจมตีของลูกพี่ของตัวเอง
ลิม่าจึงทำได้แค่ปะทะกับเจ้าพวกนี้ไปก่อน ระหว่างนั้นจึงคิดวิธีใหม่สำหรับการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ซึ่งเขาไม่ถนัดเอาเสียเลย ระหว่างที่กำลังคิดวิธีจัดการอยู่นั้นเอง พวกลูกน้องก็ได้ถอยออกไปเพื่อหลีกทางให้เพื่อที่จะให้กราวด์ฮอกพุ่งเข้ามาตัวของเขาอีกทีแต่ลิม่าก็หลบไม่ได้ยากเสียเท่าไรจึงหลีกทางไปได้อย่างง่ายดายแต่จังหวะนั้นเอง
เจ้าหอกก็ได้หักเลี้ยวเข้ามาจากทางด้านหลัง ลิม่าได้รู้ทันเพียงแค่เสี้ยววิก่อนที่จะพุ่งเข้าหวังจะเสียบแทงใส่ตัวของเขา ฝุ่นควันพุ่งกระจายจากแรงปะทะ “เป็นไงละ! อะไรวะเนี่ย!?” สิ่งที่แทงเข้าไปนั้นไม่ใช่ร่างของสิงโตภูเขาหากแต่เป็นกำแพงโปร่งใส่สี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งที่ขวางกั้นไว้อยู่ สิ่งนี้เป็นเวทมนตร์ที่เซตาก้อนได้ร่ายเอาไว้เพื่อป้องกันตัวของลิม่าเอาไว้
“อย่าลืมสิว่าไม่ได้สู้อยู่ตัวคนเดียว” แต่กว่าจะรู้ตัวเขาก็โดนลูกไฟจากซิลิก้าโจมตีใส่จนเวทมนตร์ป้องกันตัวนั้นจะสลายไปถึงมันจะช่วยลดความเสียหายไปได้บ้างแต่ตัวของเขาก็เจ็บอยู่ดี “อย่าลืมสิจ๊ะ ว่าสู้กับฉันอยู่” เซตาก้อนโดนโจมตีจนตัวปลิวนั้นยังพอตั้งสติและสร้างแผ่นพื้นที่สี่เหลี่ยมให้ตัวเองยืนได้อยู่
“ผมป้องกันคุณไว้ไม่ได้ตลอดเพราะงั้นหาวิธีชนะด้วยครับ” ดวงตาสีชมพูของเซตาก้อนได้จ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ของตนเองต่อ ลิม่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วคงจะใช้การต่อสู้แบบเดิมไม่ได้อีกแล้วอย่างที่เจ้าหมาป่าขนแดงบอก การต่อสู้แบบเดิมอย่าว่าแต่พวก The Killerz นั่นเลย แค่ตรงนี้ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลย
ลิม่าได้นึกคิดวิเคราะห์ไปจนคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ว่าถ้าหากมันถูกละก็คงจะดี “เซตาก้อน ข้าคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว ช่วยสนับสนุนฉันที” เมื่อพูดขึ้นมาหลังจากนั้นเจ้าฉลามดำก็เหมือนจะรับรู้ว่าสิ่งที่ลิม่าต้องการ “งั้นขอเวลาสักสิบนาทีก็แล้วกัน”
เซตาก้อนบอกไปก่อนจะโฟกัสกับศัตรูตรงหน้าก่อน ในตอนนี้เขาเสียเกราะล่องหนที่ปกป้องเขาไปแล้วเขาจึงคิดว่าจะต้องเอาจริงสักหน่อยแล้ว “เอ้าๆ ยังไม่เป็นปลาเผาไปอีกเหรอ? โดนไปขนาดนั้นแล้วนะ” หญิงสาวที่พูดพร้อมกับเสกลูกไฟจำนวนมหาศาลถาโถมเข้าหาตัวของเซตาก้อน
“Block!” เจ้าฉลามดำเห็นเช่นนั้นจึงใช้เวทมนตร์ป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้โดนตัวเองแต่ไม่รู้ว่าจะทนได้นานแค่ไหนกันนะ “รู้อะไรไหม? เวทมนตร์มีไว้สำหรับทำลายล้าง การเอาแต่ป้องกันมันมีไว้สำหรับพวกกระจอกเท่านั้น เพราะงั้นฉันจึงเลือกเวทมนตร์ไฟที่จะแผดเผาพวกโอหังที่คิดว่าจะต่อต้านท่านซิลิก้าผู้นี้ได้ยังไงละ!”
คำพูดที่มุ่งหวังการดูถูกเวทมนตร์แขนงอื่นเช่นนั้นพ่นออกมาถึงกับทำให้เจ้าฉลามดำได้ถอนหายใจออกมาผ่านทางเหงือกของตนเอง “เวทมนตร์คือเครื่องมือแห่งการทำลายล้างสินะครับ ผมก็อาจจะเห็นด้วยส่วนหนึ่ง เวทมนตร์ไฟของคุณก็แข็งแกร่งซึ่งนั่นทำให้ผมยอมรับในการฝึกฝนของคุณ เพียงแต่ผมขอแก้ความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนของคุณเอง”
ภายหลังจบการสนทนาเซตาก้อนก็เปิดตำราขึ้นมาแล้วบันทึกบางอย่างลงไปพลัน จากนั้นสมการก็ได้ล่องลอยขึ้นมาบนอากาศราวกับว่าทั้งหมดนั้นคือเวทมนตร์ของเขา ซิลิก้าที่มองอยู่นั้นถึงกับลืมวิธีร่ายเวทไปเลย “และในตอนนี้เวทมนตร์ของเธอ อยู่ในสมการของผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงระเบิดพลังโกรธออกมาแล้วพูดขึ้น “ก็มาสิ! จากนี้จะทำให้แกโดนเผาจนไม่เหลือซากเลยคอยดู” และนั้นเป็นการวัดว่าสมการของเซตาก้อนจะถูกหรือไม่ หน้าหนังสือได้ถูกบันทึกอีกครั้ง
ลิม่าพยักหน้าโดยที่เขาหยิบดาบอีกเล่มออกมาเพื่อต่อสู้กับศัตรูตรงหน้า “เพิ่มมาอีกดาบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะรู้ไหม เจ้าเหมียว” มันพูดเสร็จเหมือนจะเตรียมพุ่งอีกครั้ง เขายิ้มออกมาก่อนจะเริ่มตวัดดาบฟาดฟันลูกน้องของพวกมันอย่างรวดเร็วจนล้มกันไปทีละคนสองคนและจังหวะที่มันพุ่งมาหาเขาก็หลบ และหักเลี้ยวกลับมาเพื่อโจมตีเขาอีกครั้งเขาก็ใช้ดาบอีกเล่มเพื่อเบี่ยงตัวหลบไป
แน่นอนว่าลิม่าก็คาดเดาได้ว่าคราวนี้ต้องหักเลี้ยวมาอีกแน่นอน เพราะจำนวนมันเพิ่มขึ้นเขาจึงเตรียมเอาตัวหลบหอกที่พุ่งเข้ามาเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ถึงแม้ความเร็วมันจะเร็วกว่าเดิมก็ตามเขาใช้จังหวะที่มันเลี้ยวกลับมานั้นฟาดฟันลูกน้องของพวกกราวด์ฮอกจนร่วงไปเกือบหมด
“หึ ฉลาดไม่เบานี่หว่า แต่ไม่นานหรอกเจ้านักดาบบ้านนอก” ลิม่ามองไปยังคนที่ไม่รู้ว่าจะชมหรือจะดูถูกเขากันแน่แต่เขาก็ไม่คิดอะไรเรื่องนั้นอยู่ “ท่าแบบนั้นใครๆ ก็เดาได้อยู่แล้วว่าจะจัดการยังไง” ลิม่าในฐานะนักดาบแห่งสายลม การหลบหลีกจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเท่าไร แม้มันจะรวดเร็วแค่ไหนก็ตามครั้งต่อไปต่อให้เป็นสี่ครั้งมันก็เท่าเดิม
“งั้นก็ขอให้โชคดี” กราวด์ฮอกได้จับหอกไว้แน่นและเตรียมพุ่งไปอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งเข้ามาครั้งที่หนึ่งเขาหลบไปได้ ลิม่าใช้จังหวะนั้นในการฟาดฟันใส่ตัวลูกน้องไปทีละคนและถีบให้หลบออกไป ครั้งที่สองก็ได้พุ่งเข้าหาตัวของเขาเจ้าสิงโตภูเขาจึงใช้เท้าในการหลบหลีกอีกครั้ง เมื่อพุ่งไปจนถึงผนังถ้ำอีกฝั่งจึงหักเลี้ยวมาทางลิม่าเป็นครั้งที่สาม และสุดท้ายครั้งที่สี่ที่ดูท่าทางรวดเร็วมาก หากไม่ตั้งสมาธิดีๆ ก็ไม่สามารถหลบได้เลย
“เอาละ-” ในจังหวะที่เขาโล่งใจอยู่นั้นเองสายลมก็ได้พัดหวนอีกครั้งและเป็นอีกครั้งที่เขาคำนวณผิดพลาดแท่งเหล็กเสียบเข้าไปที่สีข้างของลิม่าอย่างจังโชคดีที่เขาหลบเบี่ยงเบนไปได้ทันแต่เลือดก็ได้ไหลลงมาแล้ว “ฮะฮ่าๆ เจ้าโง่ ถึงป่านนี้แกยังไม่ได้เรียนรู้ถึงความเบาปัญญาของแกเลยนะ คิดว่าข้าจะจบลงที่สี่เหรอวะ?”
มันหัวเราะออกมาในขณะที่ลิม่ายังสับสนกับบาดแผลที่ได้รับนี่มันหมายความว่ายังไงกัน แต่ตอนนี้เขาแทบจะตั้งสมาธิไม่ไหวแล้ว ลูกน้องของมันล้มไปนอนกับพื้นหมดแล้วก็จริงแต่ตัวหัวหน้าอย่างกราวด์ฮอกเป็นชายที่ประมาทไม่ได้เลย
“อ้าวๆ จะล้มแล้วเหรอ ใจเย็นก่อนยังไม่ทันได้เอาจริงเลยนะ” ศัตรูได้พูดเสร็จก็เตรียมพุ่งใส่ลิม่าอีกครั้งด้วยบาดแผลที่เจ็บนั้นเขายังต้องกล้ำกลืนลงไปก่อนและตั้งดาบให้มั่นเพื่อตั้งรับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา เขาได้ใช้ดาบในการเบี่ยงตัวหลบไปได้เพียงแค่ครั้งแรกเท่านั้น แต่รอบที่เหลือก็หวังเพียงพึ่งแต่ความเร็วของฝ่าเท้าเท่านั้นจนรอบที่ห้าเขาก็หวังว่ามันจะเป็นรอบสุดท้าย แต่จังหวะที่เขาหวังเช่นนั้นดูเหมือนว่าเจ้านั้นจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
“อีก 3 ครั้ง รอบนี้เจ้านั่นจะพุ่งได้ 8 ครั้ง!” เสียงของเซตาก้อนได้ดังขึ้นมาทำให้ลิม่าได้สติอีกครั้งและเริ่มหลบการโจมตีของกราวด์ฮอกอีกสามครั้งได้ทันท่วงที “เฮ้ย แกรู้ได้ไงว่ะ” มันเงยหน้าตะโกนไปหาเจ้าเซตาก้อนที่อยู่ข้างบนเหมือนกำลังรอคำตอบแต่ว่าซิลิก้าไม่ได้รอบแต่อย่างใด จึงร่ายเวทมนตร์ไฟใส่เซตาก้อนอีกครั้งแต่ว่าลูกไฟนั่นดูกระทบกับแผ่นล่องหนบางใส่รูปทรงสี่เหลี่ยมก่อนจะไปใส่แผ่นลักษณะเดียวจนมันกระเด็นไปชนกับผนังถ้ำแทนที่จะโดนเจ้าฉลามดำ
“การคำนวณเสร็จสิ้น” ซิลิก้าเมื่อเห็นสายตาสีชมพูที่ผ่านมาจากดวงตาของเซตาก้อนก็รู้สึกประหลาดใจที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น “นี่แกเตรียมสิ่งนี้ไว้นานแค่ไหน?” เมื่อได้รับคำถามเช่นนั้นแล้วเซตาก้อนจึงปิดตำราเวทมนตร์ลงแล้วพูดขึ้น
“จะเริ่มตอบทีละคำถามนะ เริ่มจากการโจมตีของคุณหอก พลังของคุณจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเวลาที่ใช้งานแต่นั่นจะใช้พลังงานค่อนข้างสูงจึงต้องหักเลี้ยวเพื่อไม่ให้เดาทิศทางง่ายและไม่เปลืองพลังงานนั่นก็คือ ลำดับฟิโบนักชี (Fibonacci Sequnece) ว่าง่ายๆ เป็นลำดับที่เพิ่มจากการเอาเลขปัจจุบันไปบวกกับเลขก่อนหน้า จาก 1 ไป 2 2 ไป 3 และ 3 ไป 5 ตามลำดับ และยิ่งพุ่งนานเท่าไรความเร็วและความแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ต้องขอบคุณที่คุณจงใจทำให้เห็นเลข 5 ขึ้นมาจึงทำให้ทฤษฎีของผมเป็นจริง”
เซตาก้อนได้พูดขึ้นมาทำให้เข้าล็อกกับการใช้พลังหักเลี้ยวของหอกจากเจ้ากราวด์ฮอกทันทีและนั้นทำให้เดาการหักเลี้ยวต่อไปได้ไม่อยาก “ส่วนทางนั้นผมก็เตรียมการมาตั้งแต่การต่อสู้กับคุณแล้วละครับ แค่ตอนนั้นผมก็โดนคุณโจมตีจริงๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าขายหน้าเสียเหลือเกิน แต่ว่าคุณอยู่ในดงแผ่นผลึกสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผมวางไว้รอบตัวของคุณเรียบร้อยแล้ว และไม่ว่ากี่การโจมตีของคุณก็จะโดนการป้องกันของมันดูดซับจนไม่สามารถถึงตัวของผมแล้วยังไงละ”
หากลองมองด้วยสายตาดีๆ แผ่นโปร่งใส่แทบจะล่องหนนั้นอยู่บริเวณที่เธอบินอยู่ทั้งนั้นและดูเหมือนว่าเถอะจะบินไปไหนไม่ได้แล้วเพราะมีแผ่นกั้นปิดเส้นทางการบินของเธอเป็นที่เรียบร้อย “โถ่เอ๊ย คอยดูเถอะฉันจะทำลายกำแพงพวกนี้” เธอพูดด้วยความหัวเสีย และเซตาก้อนก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นด้วย
“แล้วมันยังไงละ? รู้ไปเจ้าแมวนี่ก็เอาชนะข้าไม่ได้อยู่ดี เอาละ เตรียมตัวเป็นรูพรุนไปซะ” พูดเช่นนั้นมันก็เริ่มชาร์จหอกของตัวเองอีกครั้งเพื่อจะพุ่งโจมตีใส่ตัวของลิม่าอีกครั้ง “ลิม่าพร้อมแล้วหลบออกมาได้เลย” เสียงของเซตาก้อนพูดราวกับเป็นสัญญาณให้ลิม่าได้รับรู้ “ไม่หรอก เจ้านี่เป็นคู่ต่อสู้ของข้า นักดาบจะไม่ละทิ้งคู่ต่อสู้ใช่ไหมล่ะ?”
เจ้ากราวด์ฮอกพูดเพราะรู้จักศักดิ์ศรีของนักต่อสู้เป็นอย่างดีเจ้านี่คงไม่ละทิ้งการต่อสู้ครั้งนี้ไปได้แน่ และเขาก็ได้พุ่งเข้าไปหา “ถ้าเป็นตามปกติละนะ” ลิม่าได้ยิ้มเยาะก่อนจะหลบมันครั้งที่ 1 แล้วมันก็พุ่งเข้ามาซ้ำๆ จนในที่สุดใกล้ถึงรอบที่ 14 มันก็เริ่มหอบหายใจแต่ท่าจะไม่หยุดพุ่งหากไม่ครบ 16 ทบมันจึงพุ่งเข้าไปครั้งที่ 15 ใส่ตัวของลิม่าอีกครั้งด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่เห็น แต่ทว่าทันใดนั้นลิม่าก็กระโดดขึ้นฟ้าและทิ้งตัวห่างจากกราวด์ฮอกและหันหลังให้เหมือนกับจะไม่ต่อสู้กันอีก
“ไอ้ขี้ขลาดอย่าหนีนะโว้ย!” มันพุ่งเข้ามาใกล้ตัวของลิม่าแต่ทว่าทันใดนั้นสิ่งที่กระแทกนั้นก็คือแผ่นโปร่งใสที่กั้นระหว่างหอกกับลิม่าไว้ และแรงกระแทกนั้นมันก็สะท้อนกลับไปใส่ตัวของกราวด์ฮอกอยากรุนแรงราวกับโดนรถบรรทุกกระแทกใส่ร่างของตัวเองอย่างจัง
“นี่มัน…บ้าอะไรกัน” ร่างที่นอนแน่นิ่งไปกับพื้นของเจ้ากราวด์ฮอกนั้นได้พูดขึ้นมาเพราะยังไม่รู้เลยมันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร “คำตอบง่ายที่สุดก็คือ… จริงๆ แล้วคู่ต่อสู้ของแกไม่ใช่ข้า” ลิม่าพูดขึ้นขณะที่จ้องมองกราวด์ฮอกที่หมดสภาพในตอนนี้
“ถูกต้อง ถ้าว่ากันตามคนทั่วไปถ้าคิดแผนตามปกติคงจะให้นักรบต้องปะทะกับนักรบ จอมเวทต้องปะทะกับจอมเวท ความคิดแบบนั้นมันก็ไม่ผิดแต่ว่ามันเดาทางง่ายไปเพราะฉะนั้นเราถึงต้องคิดกลับกันยังไงละ” เซตาก้อนได้พูดออกมาก่อนจะเผยให้เห็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่เรียงต่อกันจนกลายเป็นรูปแปดเหลี่ยม
“ท่าของคุณคือการพุ่งต่อเนื่องตามลำดับที่ผมบอก หากแต่การพุ่งตอนสุดท้ายนั้นจะนำมาซึ่งแรงกระแทกกลับมหาศาลตามจำนวนครั้ง ดังนั้นหากโจมตีโดนสิ่งมีชีวิตหรือไม่ได้เบรกเองก็จะไม่เป็นไร กลับกันหากพุ่งโดนกำแพงหรือสิ่งกีดขวางเหล่านั้นหากแข็งแรงพอที่จะกันไว้ได้ก็จะกระแทกกลับไปนั่นเอง ซึ่งจะผลที่ได้ก็จะเป็นอย่างที่คุณเห็นนั่นเอง” เซตาก้อนอธิบายจนหมดเปลือก และได้ยิ้มออกมา
“ถึงได้บอกยังไงละว่า คำนวณเสร็จสิ้นแล้ว” เซตาก้อนได้พูดประโยคนั้นพร้อมกับนิ้วชี้เคาะไปที่หัวของตัวเองที่มีหน้ากากกะโหลกขวางกั้นไว้อยู่ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะระเบิดทุกอย่างให้สิ้นซะ!!” ซิลิก้าได้พูดขึ้นก่อนจะมีลูกบอลไฟยักษ์อยู่เหนือหัวของนางที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่ง
“อย่างที่บอกไปคู่ต่อสู้ของคุณไม่ใช่ผมยังไงละ” เมื่อพูดเสร็จเขาจึงสลายแผ่นกั้นระหว่างตัวของซิลิก้าก่อนจะดีดนิ้วเรียกลิม่าให้ขึ้นมา และไม่นานนั้นเองลิม่าก็พุ่งขึ้นมาตามด้วยสายลมที่ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้
“ด้วยพลังแห่งสายลมจงแปรเปลี่ยนเป็นใบมีด เฉือนร่างศัตรู ด้วยนามของข้า ลิม่า เมช เวตรา! (meč vetra) ” เมื่อกล่าวจบดาบทั้งคู่ที่แปรเปลี่ยนสายลมที่พร้อมตัดขาดนั้นได้โจมตีใส่ตัวของซิลิก้าอย่างรวดเร็วจนเธอร่วงหล่นลงจากไม้กวาดและลูกบอลไฟยักษ์ก็กำลังร่วงหล่นลงมา
“Magic Lock! Shatter!” เมื่อร่ายคาถาเสร็จลูกบอลไฟนั้นก็ถูกกล่องทรงสี่เหลี่ยมครอบไว้ก่อนที่จะระเบิดและสลายกลางอากาศแทนและลิม่าก็ลงมาช่วยให้จอมเวทสาวนอนลงพื้นอย่างสวยงาม ก่อนที่จะเดินไปหาเซตาก้อนหลังจากจบงานแล้ว
“คู่ต่อสู้ที่แท้จริงคือพวกเราต่างหากละครับ”
ในเวลาไม่นานอีทารัสก็มารวมตัวด้วยกันพอดี ถึงสภาพแต่ละคนจะสะบักสะบอมไปบ้างแต่โชคดีที่แต่ละคนมียารักษาจากเอปซีลอนกันจึงราดไปบนแผลจนหายสนิท แต่ความเจ็บก็ยังคงอยู่ “เอาละ เราไปสมทบกับทางเอปซีลอนกันเถอะ”
เซตาก้อนบอกเช่นนั้นและกำลังเตรียมที่จะเดินออกไปพร้อมกับทุกคนเพื่อรวมตัวกับพวกเอปซีลอนและไปช่วยเหลือฝั่งนั้นเสียหน่อยคาดว่าคงเจอศึกหนักน่าดู แต่ทว่าเพียงจะเดินก้าวขาออกไปทันใดนั้นพื้นก็ได้สั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหวจนทำให้เราต้องหันหลังไปดูก็พบเข้ากับร่างของมันเหมือนเป็นแมงกะพรุนตัวใหญ่สีแดงก่อนที่มันจะหันมาทางที่พวกเขาอยู่
“นั่นมันอะไร?” ลิม่าได้ถามขึ้นมาแต่ก็ได้ชักดาบออกมา อีทารัสก็ชูหมัด และเซตาก้อนได้เปิดตำราคัมภีร์ขึ้นมา “นี่คงเป็นบอสประจำดันเจี้ยนแห่งนี้ มันคงสัมผัสได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตกระจุกอยู่กันตรงมันจึงย้ายตัวเองมาที่นี่” เซตาก้อนพูดขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถึงแม้จะอยู่ในทางทฤษฎีก็ตามที
“จะอะไรก็ช่างแต่ในตอนนี้คงต้องสู้ต่อสินะ” อีทารัสพูดสรุปเสร็จแล้วในไม่ช้ามันจึงใช้หนวดของมันแทงลงพื้นก่อนที่พื้นโดยรอบก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสีแดงเหมือนกับมัน อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นราวกับอยู่ภายในเตาอบ ผิวของเราสามารถสัมผัสได้เลยว่านี่มันร้อนเกินกว่าจะต้านทานได้ เราจะฝ่าฟันสิ่งนี้ไปอย่างไรกันนะ
ช่วงเวลาที่ฝั่งอื่นกำลังต่อสู้กันอยู่ คุโมะกับเอปซีลอนก็กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากกับนักรบศักดิ์สิทธิ์ในชุดเกราะที่หนายิ่งกว่ากำแพงเหล็ก การโจมตีด้วยกระสุนปืน และมีดสั้นนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์
“ยอมแพ้ซะ แล้วยอมให้จับเสียดีๆ จากนี้พวกเจ้าจะไม่ต้องเจ็บตัว!” วัลแคนได้กล่าวมา เพื่อไม่ให้การต่อสู้นี้มันยืดเยื้อและลงเอยด้วยอาการบาดเจ็บของใคร “ให้ตายสิ ถ้าตามปกติข้าตอบตกลงไปแล้วนะ คลาวด์เดีย”
เอปซีลอนบอกออกไป ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้เพราะคลาวด์เดียก็ยังคงพุ่งโจมตีใส่ตัวของวัลแคนอย่างไม่หยุดยั้งด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ทำให้หลบการโจมตีที่เชื่องช้าของวัลแคนไปได้ แต่เท่าที่ดูยังไงฝั่งทางนี้เสียเปรียบกว่าเห็นๆ แทบจะไม่เห็นถึงชัยชนะเลย
“เพื่อปกป้องเจ้าหนูนั่น ยังไงผมก็ไม่ยอมหรอก” เจ้าหมาป่าขนแดงยังคงพุ่งเข้าใส่และหลบการโจมตีต่อไป เอปซีลอนจึงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะคิดแผนขึ้นมาอย่างเร่งด่วน “คิดสิคิด ตอนนี้ต้องทำยังไงนะ”
ถึงแม้จะคิดยังไงสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังไม่พบคำตอบอยู่ดี “ศรัทธาจากพระเจ้า จงมอบพลังศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ด้วยนามของข้า วัลแคน Udrieť (อูดรีท) ” แสงศักดิ์สิทธิ์ได้ผ่าลงไปที่ร่างของคลาวด์เดียจนทำให้เขาถึงกลับกระเด็นกลับมาบริเวณที่เอปซีลอนกำลังคิดแผนการอยู่
“Barrage!” เมื่อเอปซีลอนเห็นเช่นนั้นจึงหยิบปืนรีโหลดให้เต็ม และยิงออกไปเป็นกระสุนจำนวนมากได้พุ่งเข้าไปโจมตีใส่วัลแคนด้วยความรวดเร็ว “ช้าไป!” วัลแคนใช้โล่นั้นตั้งเอาไว้เพื่อกันกระสุนทั้งหมดในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงก้าวเท้าวิ่งออกไป และเมื่อหันไปอีกทีลูกน้องของเขาก็ถูกจัดการให้นอนลงไปกับพื้น กระสุนพวกนั้นไม่ได้เล็งที่วัลแคนตั้งแต่แรกแต่จะทำลายกำลังข้างหลังของวัลแคนตั้งแต่แรก
“พวกขี้ขลาด อย่าคิดว่าจะหนีไปได้เชียว” เท้าหนึ่งได้ก้าวไปก็พบเข้ากับเส้นด้ายที่ขวางทางเขาไว้อยู่ตามทาง เขาที่ไม่สนว่าเป็นอะไรจึงใช้โล่ตัดผ่านเส้นพวกนั้นไปก่อนจะมีมีดบินมาหวังจะโจมตีใส่ตัวเขา “ฮึ ฝีมือยังอ่อนนะคลาวด์เดีย” แต่เมื่อพูดเช่นนั้นแก๊สบางอย่างพ่นใส่หน้าของเขากลิ่นเหมือนซากหนูเน่าจนทำให้สำลักออกมา เหมือนกับว่านี่ไม่ใช่กับดักเดียวที่ตั้งเอาไว้ “เจ้าพ่อค้าประหลาดนั่นคงจะทำเอาไว้” ก่อนที่เขาจะมองทางข้างหน้าเต็มไปด้วยเส้นด้ายอีกมากมาย และกับดักที่ตั้งเอาไว้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝ่าไป “ต้องยอมรับเลยว่าเจ๋ง”
เอปซีลอนได้พร้อมแบกตัวของคลาวด์เดียไว้ข้างหลัง กับเส้นทางรอบข้างเต็มไปด้วยสถานที่คุมขังซึ่งค่อนข้างจะยาวและคดเคี้ยว ถึงอย่างนั้นหน้าที่ของพวกเราคือการตามหาผู้พิทักษ์ต้นไม้โลก และอย่างน้อยกับดักของเขาน่าจะพอรั้งตัวของเจ้าโล่หนานั้นไปได้บ้าง “คลาวด์เดียเป็นไงบ้าง?”
เอปซีลอนได้ให้ยารักษากับคลาวด์เดียไปแล้วแต่ก็ช่วยแค่ชะลอไม่ให้บาดเจ็บไปมากกว่านี้ “ไม่เป็นไร” ถึงน้ำเสียงจะดูไม่ค่อยดีเสียเท่าไรก็เถอะ เอปซีลอนจึงวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จนเขาตรงกับต้องหยุดเพราะภาพตรงหน้า
“นี่มันอะไรกัน?” กำแพงถ้ำ? ทางตัน? คลาวด์เดียที่เห็นก็ประหลาดใจเหมือนกัน เอปซีลอนก็ปล่อยร่างของคลาวด์เดียลงพื้นเพื่อตรวจสอบผนังถ้ำตรงนี้ “แน่ใจนะว่านายไม่ได้พามาผิดทาง” เอปซีลอนถามออกไปแล้วสัมผัสไปที่ผนังถ้ำที่ดูแล้วไม่ใช่เวทมนตร์ลวงตาอย่างแน่นอน และมองรอบๆ ก็ไม่พบว่าเป็นหินที่ถูกเอามาวางไว้แต่อย่างใด
“แปลกแฮะ” เมื่อตรวจสอบจนมองไปยังข้างล่างเท้าของตัวเองก็พบแสงลอดมาจากทางเท้า “ที่นี่คือชั้นสองของที่ขังคุก นายพามาผิดทางน่ะ” คลาวด์เดียพูดออกมาอย่างช้าๆ และพบว่าพื้นที่เรายืนกันอยู่นั่นก็คือพื้นไม้นั่นเอง เอปซีลอนยังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีเสียงเกราะหนักได้เดินมายังตรงนี้ และก็เป็นวัลแคนที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดและบรรดามีด ตะขอ และของมีคมหลายๆ อย่าง แทงใส่ตัวแต่ยังคงเดินเข้ามาได้อยู่ ดูเหมือนว่าจะพวกเขาจะดูถูกความอึดของนักรบชุดเกราะคนนี้เกินไปหน่อย
“ใช่แล้ว ข้าถึงบอกไงล่ะว่า ให้ยอมแพ้และยอมโดนจับแต่โดยดี” เจ้านักรบชุดเกราะนั้นได้ชี้ดาบมาทางพวกเอปซีลอน คลาวด์เดียได้หยิบมีดออกมาก่อนจะเตรียมต่อสู้ต่อถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่ไหวแล้วก็ตาม แต่ทว่าเอปซีลอนได้ชูมือขึ้นสองช้างทันที “เฮ้ โอเค ข้ายอมแล้ว ถ้ายอมจะแค่จับไปใช่ไหมล่ะ?”
เมื่อพูดเช่นนั้นแล้วก็ทำให้ทั้งคลาวด์เดียและวัลแคนถึงกับปากค้างไปเช่นกัน “นี่ นายสติยังดีอยู่หรือเปล่า? ยอมแพ้เนี่ยนะ” เอปซีลอนหันหน้าไปมองหมาป่าที่กำลังกล่าวโทษตนเอง ก็เลยชี้กลับไปพร้อมกับก่นด่ากลับไปในทันที “ที่สติดีอยู่ไหม นั่นนายหรือเปล่าละ สภาพอย่างนั้นจะให้ไปสู้กับเจ้านั่นยังไงกัน” เอปซีลอนชี้ไปยังนักรบชุดเกราะตัวใหญ่นั่นที่ดูยังไงเขาก็เอาชนะไม่ได้อยู่แล้ว
“เจ้าคนขี้ขลาด” เอปซีลอนไม่สนคำพูดของคลาวด์เดียเสียเท่าไรแต่ก็เข้าไปประคองร่างคลาวด์เดียเพื่อที่จะพาไปด้วย ถึงอย่างนั้นคลาวด์เดียก็มาด้วยกัน “เพราะงั้นแหละ ถ้ายังต่อสู้กันก็มีแต่เจ็บตัวกันเปล่าๆ ท่านเองก็เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย” เขาได้บอกกับวัลแคนเพื่อให้ได้ความเห็นใจ
“ย่อมได้ แต่ว่าของติดตัวของพวกเจ้าจงเอามาให้ข้ายึดเสียดีๆ” วัลแคนพูดเช่นนั้นก็เข้าไปยึดข้าวของจากทั้งหมดจากคนแล้วจากใช้กุญแจมือแผ่นไม้ในการคุมตัวทั้งคู่เอาไปเพื่อไปยังชั้นล่างของที่ขังคุก เมื่อมาถึงกรงขังที่จะจองจำซึ่งมันแยกคลาวด์เดียกับเอปซีลอนไว้คนละห้องกัน ระหว่างนั้นก็เห็นพูลูน่าด้วยที่ดูจะตกใจและสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงโดนจับมาได้ แต่ทว่าในตอนนี้พวกเขาจะต้องแยกกันก่อน
วัลแคนได้ถอดกุญแจมือ และผลักตัวของเอปซีลอนเข้าไปในกรงขัง ก่อนจะล็อกประตูกรงขังเอาไว้แล้วยืนเฝ้าสังเกตการณ์เหมือนเขาจะไม่ไว้ใจตัวของเอปซีลอนเท่าไร “เฮ้ เจ้าไม่ไปช่วยฝั่งนู้นเหรอ?” เอปซีลอนได้เอ่ยปากถามเพราะการเฝ้าเช่นนี้จะทำให้ทางฝั่งนู้นเสียกำลังและการป้องกันไปส่วนหนึ่งเลย “ไม่จำเป็นต้องมีข้า พรรคพวกของข้าก็จัดการพวกเจ้าได้สบายอยู่แล้ว” คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ถ้าเป็นเขาในยามปกติก็คงน่าปลาบปลื้มไม่น้อยแต่สำหรับคนที่โดนจับขังเช่นนี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“งั้นช่วยฟังเรื่องราวของฉันไปพลางก็แล้วกัน” เอปซีลอนได้นั่งลงกับพื้นดินแล้วเริ่มเล่าบางอย่างให้ฟัง “ไม่ค่ะ ข้าไม่รับฟังใคร…” วัลแคนยังพูดไม่ทันจบ เอปซีลอนก็ได้เล่าเรื่องขึ้นมาในทันที “ข้านะถึงจะโดนเรียกว่าเจ้าหน้าชีสหรืออะไรก็ช่าง แต่จริงๆ แล้วข้าก็มีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์เหมือนกันนะ ชื่อนั้นก็คือ ทูก้า (Tugar) เป็นเผ่าพันธุ์จากต่างดาวที่ไกลแสนไกล”
เอปซีลอนพูดถึงชื่อเผ่าพันธุ์ของตนเองให้ฟัง และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเซอร์กัลนั้นถือว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวสำหรับสถานที่แห่งนี้ “แต่ว่าจริงๆ แล้วข้าไม่ได้เกิดขึ้นตามแบบทั่วไปหรอก แต่ดันเกิดจากการทดลองซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สร้างจากชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์บนโลกใบนี้จนได้มีรูปร่างแบบนี้” ระหว่างเขาก็หยิบดินภายในถ้ำขึ้นมาแล้วยัดใส่ปากและกลืนลงไป
“นั่นมันอร่อยเหรอ?” เมื่อถูกถามเอปซีลอนก็ได้ส่ายหน้าผ่านลูกกรงจากนั้นจึงคายสิ่งนั้นออกมาเป็นดินที่ถูกปั้นออกมาในรูปทรงกลมบนลิ้นของตนเอง “ผลจากการทดลองทำให้ข้ามีคอที่ถ้าเอาพวกมันไปผสมข้างในจะแปรเปลี่ยนเป็นบางสิ่งได้นะ แต่ก็มีบางสิ่งที่ข้าไม่จำเป็นต้องกลืนลงไปก็สามารถสร้างได้” เมื่อพูดถึงตรงนั้นแล้ววัลแคนเหมือนจะรู้สึกตัวเตรียมหยิบดาบมาเพื่อป้องกัน แต่ว่าจะทำอะไรก็ตามในตอนนี้ก็สายไปแล้ว
“ตู้มมมมมมมมมมมมม!”
ดินทรงกลมนั้นจริงๆ มันก็คือ ลูกระเบิด ที่ได้หล่นออกจากปากของเอปซีลอนนั่นทำให้เกิดแรงระเบิดมหาศาลกระแทกจนประตูกรงได้กระเด็นไปชนกับตัวของวัลแคนอย่างจัง ควันพวยพุ่งออกมา และด้วยแรงนั้นเองก็ทำให้ตัวของวัลแคนสลบลงไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงแต่ยังแพ้พ่ายให้กับแรงระเบิดอยู่ดี
ส่วนเอปซีลอนนั้นได้สร้างกำแพงดินขึ้นมาได้ทันท่วงทีพอดี “โทษทีนะ ต่อให้ไม่มีของให้ใช้แต่ข้าก็ยังสร้างของได้อยู่ดีนะ” เอปซีลอนยักไหล่และไปมองตัวของวัลแคนเพื่อสำรวจว่าของต่างๆ ยังอยู่ดีไหม ระหว่างนั้นคลาวด์เดียก็ตามมาสมทบพร้อมกับพูลูน่าที่ช่วยออกมาทันพอดี “จัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
เมื่อถามแบบนั้นเอปซีลอนจึงชี้ไปยังผลงานตรงหน้า “คุณลุงเอปซีลอนฉลาดกว่าที่คิดเลยนะครับ” พูลูน่าได้เอ่ยชมไปถึงแม้ว่าจะมีคำว่าคุณลุงที่ทำเอาไปไม่เป็นเลยก็เถอะ “ก็นะ ฉันเกือบจะซัดหน้าชีสของเจ้าตั้งแต่ตอนที่ยอมแพ้ไปแล้ว ยังดีที่ให้กุญแจผีให้กับฉันไม่งั้นละก็คงไม่ตามแผนแกแน่ๆ” คลาวด์เดียกอดอกมองไปทางเอปซีลอนที่เป็นคนคิดแผนนี้ขึ้นมา
“ก็นะวิธีการนี้ทำให้เจอตัวพูลูน่าเร็วขึ้นใช่ไหมล่ะ?” ระหว่างที่เอปซีลอนกำลังค้นหากระเป๋าของตัวเอง เป็นจังหวะเดียวกันที่หมวกเกราะของวัลแคนแตกออกก่อนจะเปิดเผยเป็นหน้าของแมวขนสีน้ำตาลมีลายคล้ายกับเสือโคร่ง และเป็นใบหน้าที่พวกเขาทั้งหมดคุ้นเคย
“เจ้าชายชาลส์นี่นา!?” ทั้งหมดอยู่ในความสับสนและสงสัยกัน เพราะบุคคลตรงหน้าคือเจ้าชายจากแดน White Kingdom คนที่เคยบอกว่าจะพาพูลูน่าไปประหารนั่นเอง แต่ระหว่างที่พวกเขายังสงสัยอยู่นั่นเองพื้นผนังก็เริ่มสั่น และอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นเสียอย่างนั้น
“เอาเป็นว่าเราค่อยคุยกันทีหลังต้องไปดูทางฝั่งของลิม่าก่อน” เอปซีลอนพูดเช่นนั้น และกำลังจะเดินออกไปก็โดนพูลูน่าคว้าแขนไว้ก่อน “เดี๋ยวก่อนสิครับ ได้โปรด ช่วยชาลส์ก่อนได้ไหมครับ?” สิงโตภูเขาคนน้องได้ขอร้องอ้อนวอนให้ช่วยเหลือมนุษย์แมวนักรบชุดเกราะสีขาวตัวนี้เสียหน่อย “แต่ว่าเจ้านี่เป็นศัตรูนะ!” เอปซีลอนถามกลับไป แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือการส่ายหัวของพูลูน่า
“เราต้องช่วยเขาครับ ต่อให้เขาเป็นศัตรูหรือไม่ก็ตาม และผมมีอีกแผนที่จะพาพวกเราออกจากที่นี่ด้วย!” พูลูน่าพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังเหมือนแผนของเขาได้เตรียมเรียบร้อยแล้วถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ตาม เอปซีลอนเหมือนเห็นเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกมา “งั้นก็บอกแผนการมา” เอปซีลอนได้ย่อตัวลงมาเพื่อสบตากับพูลูน่า เป็นการบอกว่าเขาพร้อมที่จะทำตามแผนของสิงโตภูเขาคนน้องแล้ว
“แผนการก็คือ…”